// TOOLS & SENSING

เครื่องมือจัดกระบวนการ
มีให้เลือกเป็นสิบ
แล้วทำไมยังไม่พอ?

รวมเครื่องมือที่ดีที่สุดไว้ที่เดียว
และสิ่งที่ไม่มีเครื่องมือไหนทำแทนคุณได้

เลื่อนลงเพื่อเริ่ม

// ก่อนเริ่ม

เราชอบรู้เยอะ ชอบเห็นเยอะ เป็นธรรมชาติของคนทำงานที่อยากเก่งขึ้น พอได้ยินว่ามีเครื่องมือจัดกระบวนการเป็นสิบแบบ เราก็อยากเก็บให้ครบ เหมือนสะสมมีดในครัวที่มีไว้ทุกขนาด

บทความนี้จะให้ของครบมือก่อน รวมเครื่องมือที่ดีที่สุดที่กระบวนกรทั่วโลกใช้ จัดหมวดให้เห็นภาพชัด ว่าตัวไหนเกิดมาเพื่ออะไร เหมาะกับสถานการณ์แบบไหน

แต่ขอชวนสังเกตอะไรบางอย่างไประหว่างทางด้วย เพราะพออ่านจบ คุณอาจพบว่าสิ่งที่อยากได้จริงๆ ไม่ได้อยู่ในรายการเครื่องมือเลย

// ภาคหนึ่ง · คลังเครื่องมือ

เครื่องมือทั้งหมด
เรียงตามเจตนา ไม่ใช่ตามชื่อ

ลองจำข้อสังเกตนี้ไว้เงียบๆ เครื่องมือทุกตัวเกิดมาเพื่อตอบเจตนาบางอย่างโดยเฉพาะ ไม่ได้เกิดมาเพื่อทุกสถานการณ์ แล้วเดินดูคลังไปด้วยกัน

กลุ่มที่หนึ่ง
เพื่อสร้างสิ่งใหม่ และปลดล็อกความคิด
เมื่อทีมต้องการไอเดียที่ไม่ติดร่องเดิม ต้องการความเร็ว และอยากเห็นของจริงเร็วที่สุด
Design Sprint
กระบวนการห้าวันจาก Google Ventures บีบการถกเถียงให้กลายเป็นการลงมือทำ จากเข้าใจปัญหา สู่การร่าง เลือก สร้างต้นแบบ และทดสอบกับผู้ใช้จริง เพื่อล้มเหลวให้เร็วและเรียนรู้ให้ไว
เกิดมาเพื่อ ช่วงเริ่มของผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือทะลุคอขวด
Six Thinking Hats
ของ Edward de Bono บังคับให้ทุกคนสวมหมวกสีเดียวกันในเวลาเดียวกัน หมวกดำคือมองความเสี่ยงพร้อมกัน หมวกเหลืองคือมองโอกาสพร้อมกัน ลดการปะทะของอีโก้
เกิดมาเพื่อ ทีมที่ความเห็นแตก หรือมีอารมณ์ค้าง
Brainwriting
แทนการระดมสมองด้วยปากที่มักถูกครอบงำโดยคนพูดเก่ง ให้ทุกคนเงียบแล้วเขียนไอเดียลงกระดาษ ส่งต่อให้คนข้างๆ เขียนต่อยอด เสียงของคนเก็บตัวจึงได้ออกมาเต็มที่
เกิดมาเพื่อ ทีมที่เริ่มเกรงใจกัน ต้องการไอเดียจำนวนมาก
กลุ่มที่สอง
เพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วม และดึงปัญญารวมหมู่
เมื่อเป้าหมายคือการให้ทุกเสียงได้ออกมา และเกิดการผสมข้ามความคิดอย่างเท่าเทียม
1-2-4-All
เครื่องมือที่ง่ายและทรงพลังที่สุดในชุด Liberating Structures ภายในสิบห้านาที จากคิดเงียบคนเดียว จับคู่ รวมสี่คน แล้วแชร์ทั้งห้อง ได้การมีส่วนร่วมร้อยเปอร์เซ็นต์พร้อมกัน
เกิดมาเพื่อ เปิดวงใหญ่ที่ทุกคนต้องได้ส่งเสียง
World Café
เปลี่ยนห้องประชุมเป็นร้านกาแฟ นั่งโต๊ะละสี่ห้าคน ขีดเขียนบนกระดาษปูโต๊ะได้อิสระ พอหมดเวลาก็ย้ายโต๊ะสลับกัน เหลือเจ้าบ้านไว้เล่าให้คนใหม่ฟัง เกิดการผสมข้ามสายพันธุ์ของไอเดีย
เกิดมาเพื่อ ประเด็นยุทธศาสตร์ซับซ้อน หรือสร้างวัฒนธรรมร่วม
Fishbowl
จัดเก้าอี้เป็นวงในวงนอก วงในคือพื้นที่คนที่กำลังคุย โดยเหลือเก้าอี้ว่างไว้เสมอ ใครในวงนอกอยากร่วมก็เดินเข้ามานั่ง ทำให้บทสนทนากลุ่มใหญ่ไม่เละ แต่ยังเปิดให้ทุกคนเข้าถึง
เกิดมาเพื่อ community dialogue หรือทบทวนวิสัยทัศน์คนเยอะ
กลุ่มที่สาม
เพื่อฟังลึก และเชื่อมความสัมพันธ์
เมื่อทีมต้องการพื้นที่ปลอดภัย ให้ความจริงที่อยู่ใต้ภูเขาน้ำแข็งได้โผล่ขึ้นมา
Circle Practice
นั่งเป็นวงกลมไม่มีโต๊ะกั้น ใช้ talking piece กำหนดสิทธิ์การพูด ใครถืออยู่คือผู้พูด คนอื่นมีหน้าที่เดียวคือรับฟังอย่างลึกซึ้ง ไม่ขัด ไม่ตัดสิน เพื่อได้ยินสิ่งที่อยู่ลึกกว่าตรรกะ
เกิดมาเพื่อ เคลียร์ใจ ทบทวนคุณค่าร่วม ถอดบทเรียนหลังวิกฤต
4D Mapping & Social Presencing Theater
เครื่องมือสาย Theory U ที่ก้าวพ้นการคุยด้วยวาจา ใช้ร่างกายและตำแหน่งในพื้นที่สะท้อนสภาวะของระบบ ผู้ร่วมสวมบทบาทเป็นองค์ประกอบต่างๆ แล้วลองยืน หันหน้า ขยับระยะห่าง เพื่อเข้าถึงข้อมูลที่ตัวเลขอธิบายไม่ได้
เกิดมาเพื่อ ปัญหาเชิงระบบเรื้อรังที่หาคำตอบทางตรรกะไม่ได้
กลุ่มที่สี่
เพื่อเรียนรู้จากอดีต และเห็นความเสี่ยงล่วงหน้า
เมื่อทีมต้องการตกผลึกจากสิ่งที่ผ่านมา หรือมองเห็นหลุมก่อนจะตกลงไป
Retrospective
หัวใจของการทำงานแบบ Agile ประชุมสั้นเมื่อจบรอบงาน ดูว่าอะไรทำได้ดีและอยากรักษาไว้ อะไรเป็นปัญหา และจะลองปรับอะไรรอบหน้า โดยโทษกระบวนการ ไม่โทษตัวบุคคล
เกิดมาเพื่อ ทีมระยะยาวที่อยากยกระดับต่อเนื่อง
Pre-Mortem
ของ Gary Klein ตรงข้ามกับการชันสูตรหลังพัง อันนี้ทำก่อนเริ่ม ให้ทีมจินตนาการว่าผ่านไปหนึ่งปีแล้วโปรเจกต์พังยับ แล้วช่วยกันเขียนว่าพังเพราะอะไรได้บ้าง ทุกคนได้คายความกังวลโดยไม่ถูกหาว่ามองโลกแง่ร้าย
เกิดมาเพื่อ ก่อนเปิดโครงการใหญ่ที่เสี่ยงสูง
Dot Voting
เมื่อมีไอเดียล้นโต๊ะแต่ต้องเลือก ให้ทุกคนมีแต้มจำกัดแล้วแปะลงบนตัวเลือกที่ใช่ ความเห็นรวมหมู่ปรากฏเป็นภาพทันที
เกิดมาเพื่อ บีบสโคปหรือจัดลำดับอย่างรวดเร็วและเท่าเทียม

// แผนที่เครื่องมือ

วางทุกอย่างบนแผนที่
แล้วสังเกตรอยรั่วแรก

เปิด · สร้างสิ่งใหม่
เนื้องาน · ตรรกะ
Design Sprint
Six Thinking Hats
Brainwriting
World Café
1-2-4-All
Fishbowl
Pre-Mortem
Retrospective
Dot Voting
Circle · 4D Mapping
ไม่ยอมอยู่ในช่องไหน
คน · ความสัมพันธ์
รวบ · ตัดสินใจ-ตกผลึก

เครื่องมือสาย awareness อย่าง Circle และ 4D Mapping เป็นได้ทั้งการเปิดและการรวบ ทั้งการเชื่อมความสัมพันธ์และการเห็นระบบ พอจะตรึงลงช่อง มันก็ลื่นออกทุกที รอยรั่วนี้กำลังบอกเราว่า เครื่องมือยิ่งลึก ยิ่งไม่ขึ้นกับเทคนิค แต่ขึ้นกับสิ่งที่อยู่เบื้องหลังมือของคนใช้

// ภาคสอง · การพลิก

ลองสังเกตสิ่งที่เราเพิ่งทำไปด้วยกัน เราจัดเครื่องมือทั้งหมดได้ ก็ต่อเมื่อถามก่อนว่ามันเกิดมาเพื่ออะไร เราเรียงมันตามเจตนา ไม่ใช่ตามกลไก ตั้งแต่หน้าแรกที่ดูเหมือนแคตตาล็อกเครื่องมือ จริงๆ แล้วสิ่งที่นำทางทุกอย่างคือเจตนา ไม่ใช่เครื่องมือ

ลองนึกถึง Retrospective ที่หลายทีมทำทุกสองสัปดาห์ คนเขียน sticky note ใบเดิม สื่อสารต้องดีขึ้น แล้วก็จบ ไม่มีอะไรเปลี่ยน ทีมนั้นใช้เครื่องมือถูกตัว ทำตามขั้นตอนครบ แต่ไม่เกิดอะไรขึ้น ขณะที่อีกทีมหนึ่งใช้ Retrospective ตัวเดียวกันเป๊ะ แล้วมันเปลี่ยนทีมไปเลย

ถ้าเครื่องมือเป็นตัวแปรที่สำคัญที่สุด สองทีมนี้ต้องได้ผลเหมือนกัน แต่มันไม่เหมือน แปลว่าตัวแปรที่แท้จริงอยู่ที่อื่น

เครื่องมือคือภาชนะ มันไม่ได้สร้างน้ำ มันแค่กำหนดรูปทรงให้สิ่งที่อยู่ในนั้น ถ้าไม่มีน้ำ ภาชนะที่สวยที่สุดก็ยังว่างเปล่า แล้วน้ำมาจากไหน มาจากสองสิ่งที่อยู่ต้นน้ำกว่าเครื่องมือทั้งหมด คือเป้าหมาย และกลุ่ม

// เส้นทางที่เรากำลังจะดิ่งลงไป

ดิ่งลง · เห็นให้ลึก กลับขึ้น · เลือกอย่างมีสติ เครื่องมือ สิ่งที่เราเห็นก่อน เป้าหมาย วงนี้เพื่ออะไรกันแน่ กลุ่ม ตอนนี้คนอยู่สภาวะไหน sensing รับรู้สิ่งที่อยู่ใต้คำพูด สภาวะภายในของกระบวนกร ก้นบึ้งที่ลึกที่สุด เห็นก่อน แล้วค่อยเลือก เครื่องมือเป็นเพียงปลายทาง

// ภาคสาม · ก่อนเครื่องมือ คือเป้าหมาย

ฟังดูเหมือนง่าย แค่รู้ว่าประชุมนี้เพื่ออะไร แต่ตรงนี้มีหลุมที่ลึกกว่าที่คิด ส่วนใหญ่แล้วทีมไม่ได้มีเป้าหมายร่วมกันจริง ทั้งที่ทุกคนเชื่อว่ามี เป้าหมายที่พูดออกมาในวาระ มักไม่ใช่เป้าหมายที่ทำให้คนมานั่งในห้องนี้จริงๆ

งานแรกของกระบวนกรหลายครั้ง จึงไม่ใช่การพาไปสู่เป้าหมาย แต่คือการทำให้ทุกคนเห็นพร้อมกันว่า เป้าหมายที่เราคิดว่าตรงกัน จริงๆ แล้วยังไม่ตรง และก่อนเลือกเครื่องมือใด ต้องตอบให้ได้ก่อนว่าวงนี้คือวงแบบไหน

วงนี้คือการตัดสินใจ ที่ต้องการการรวบ หรือการสร้าง alignment ที่ต้องการให้เข้าใจตรงกันก่อนเดินต่อ หรือการเยียวยาความสัมพันธ์ ที่ต้องการการรับฟังก่อนการแก้ หรือการsense-making ร่วมกัน ที่ต้องการการสำรวจมากกว่าคำตอบ

ถ้าหยิบ Design Sprint ซึ่งเป็นเครื่องมือของการตัดสินใจ ไปใช้กับวงที่คนยังเจ็บกันอยู่และต้องการการเยียวยา บรรยากาศจะยิ่งตึง เครื่องมือที่ดีที่สุดในโลกถ้าใช้ผิดเจตนา ก็ทำร้ายห้องได้ เห็นเป้าหมายให้ชัดก่อน เครื่องมือจึงค่อยตามมา นี่คือความหมายแรกของคำว่า เห็น ก่อน แก้

// ภาคสี่ · แล้วก็คือกลุ่ม

เป้าหมายตอบว่าวงนี้เพื่ออะไร กลุ่มตอบว่าตอนนี้คนตรงหน้าอยู่ในสภาวะไหน และสองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน

อ่านกลุ่มไม่ใช่แค่ดูว่าใครพูดมากพูดน้อย นั่นเป็นแค่ผิวบนสุด สิ่งที่ต้องอ่านคือสนามพลังงานของห้อง อะไรที่ทุกคนรู้แต่ไม่มีใครพูด ใครมีอำนาจจริงและอำนาจนั้นทำงานยังไงเบื้องหลัง ระดับความปลอดภัยมีแค่ไหน มีหนี้ทางความสัมพันธ์ที่ค้างกันอยู่หรือเปล่า และกลุ่มนี้อยู่ตรงไหนของพัฒนาการตัวเอง

คุณจะเอา World Café ที่ต้องการบรรยากาศเปิดและไหลลื่น ไปใช้กับทีมที่กำลังขัดแย้งกันรุนแรงไม่ได้ เพราะความขัดแย้งที่ยังไม่ถูกรับฟัง จะตามไปป่วนทุกโต๊ะ ทีมแบบนั้นต้องการ Circle ให้คนได้ยินกันก่อน แล้วค่อยเปิดวงสร้างสรรค์ทีหลัง เครื่องมือเดียวกัน กลุ่มต่างสภาวะ ผลลัพธ์ตรงข้ามกันได้เลย

// ภาคห้า · หัวใจที่ชื่อว่า sensing

ถ้าเป้าหมายและกลุ่มคือสองสิ่งที่ต้องอ่าน คำถามต่อไปคือ เราอ่านมันด้วยอะไร คำตอบไม่ใช่เช็กลิสต์ ไม่ใช่แบบสอบถาม แต่คือสิ่งที่กระบวนกรเรียกว่า sensing

sensing คือการรับรู้สิ่งที่อยู่ในห้องจริงๆ ที่อยู่ใต้คำพูด เป็นการรับรู้แบบที่เกิดในร่างกายก่อนจะกลายเป็นความคิดเป็นคำ คุณรู้สึกได้ว่าห้องนี้ตึงทั้งที่ทุกคนยิ้ม รู้สึกได้ว่าคำตอบที่เพิ่งได้ยินยังไม่ใช่คำตอบจริง รู้สึกได้ว่าความเงียบครู่นี้กำลังจะเปิดให้อะไรบางอย่าง ถ้ารีบพูดแทรกตอนนี้จะปิดประตูตรงนี้ทันที

นี่คือจุดที่ศาสตร์กลายเป็นศิลป์ เพราะมันสอนกันเป็นขั้นตอนไม่ได้ทั้งหมด ต้องฝึกผ่านการอยู่ตรงนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า และนี่คือประโยคที่อยากให้หยุดอ่านสักครู่

เรา sense กลุ่มได้ลึกเท่าที่เรา sense ตัวเองได้เท่านั้น

ถ้าข้างในเราวุ่น กำลังกังวลว่าจะคุมห้องไม่อยู่ กำลังอยากให้ตัวเองดูเก่ง กำลังกลัวความเงียบ เสียงรบกวนภายในเหล่านั้นจะกลบสัญญาณที่ละเอียดอ่อนของห้องจนหมด เราจะได้ยินแต่เสียงของตัวเอง ไม่ได้ยินเสียงของกลุ่ม สะพานจาก sensing จึงพาเราลงสู่ชั้นที่ลึกที่สุด นั่นคือสภาวะภายในของตัวกระบวนกรเอง

// ภาคหก · สภาวะภายในของกระบวนกร

"ความสำเร็จของการเข้าไปแทรกแซง
ขึ้นอยู่กับสภาวะภายในของผู้ที่เข้าไปแทรกแซง"

BILL O'BRIEN · ที่ OTTO SCHARMER หยิบมาวาง ณ ใจกลาง THEORY U

ประโยคนี้พลิกทุกอย่างกลับหัว เพราะตลอดทั้งบทความ เราพยายามมองออกไปข้างนอก หาเครื่องมือที่ดีกว่า หาเทคนิคอ่านกลุ่มที่แม่นกว่า แต่ตัวแปรที่ลึกที่สุดกลับไม่ได้อยู่ข้างนอกเลย มันอยู่ข้างในตัวคนที่ยืนถือกระบวนการ

สภาวะของกระบวนกรเอง ความ reactive ของเขา agenda ที่ซ่อนอยู่ ความกลัวที่ไม่ได้พูด หรือแม้แต่ความอยากเป็นคนมีประโยชน์ ทุกอย่างบิดสิ่งที่เขารับรู้ และบิดสิ่งที่เขาเลือกจะทำ กระบวนกรที่ภายในยังไม่นิ่ง จะเผลอเลือกเครื่องมือที่ทำให้ตัวเองรู้สึกปลอดภัย มากกว่าเครื่องมือที่ห้องต้องการจริงๆ

เครื่องมือที่ลึกที่สุดจึงไม่ใช่ Circle ไม่ใช่ Design Sprint แต่คือ awareness ของตัวกระบวนกรเอง งานข้างใน คืองาน นี่คือเหตุผลที่กระบวนกรสาย awareness-based ฝึกการรู้ตัวไม่ต่างจากนักดนตรีฝึกสเกล ไม่ใช่เพื่อเอาไปโชว์ แต่เพื่อให้ในวินาทีที่ห้องต้องการ มือจะเคลื่อนจากความนิ่ง ไม่ใช่จากความวุ่น

// ภาคเจ็ด · มิติที่อยากชวนคิดต่อ

ความย้อนแย้งของความเชี่ยวชาญ
ยิ่งรู้จักเครื่องมือเยอะ ยิ่งต้องถือมันเบาลง มือใหม่มักอยากใช้สิ่งที่เพิ่งเรียนมา ขณะที่มือเก่ารู้ว่าบางครั้งการเคลื่อนที่ทรงพลังที่สุดคือการไม่ทำอะไร ปล่อยให้ความเงียบทำงานของมัน คลังเครื่องมือให้คุณร้อยหมัด แต่ความเชี่ยวชาญคือการรู้ว่าเมื่อไหร่ไม่ต้องออกหมัดสักหมัด
กับดักของการมีชื่อเรียกทุกอย่าง
พอรู้จักเครื่องมือมากเข้า เราเริ่มมองสถานการณ์ตรงหน้าเป็น เคสที่ต้องใช้ World Café แทนที่จะเห็นคนจริงๆ ที่นั่งอยู่ การมีแผนที่ในหัวเป็นเรื่องดี แต่เมื่อไหร่ที่แผนที่กลืนภูมิประเทศ เมื่อนั้นเราหยุดเห็นของจริง
โครงสร้างกับเสรีภาพ
สองสิ่งนี้ดูเหมือนขัดกัน แต่ความจริงโครงสร้างที่พอดีคือสิ่งที่สร้างเสรีภาพและความปลอดภัย วงที่ไม่มีโครงสร้างเลยมักถูกคนเสียงดังยึดครอง วงที่แน่นเกินไปก็ไม่มีชีวิต ศิลปะอยู่ที่การหาโครงสร้างที่น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น เพื่อให้ชีวิตของกลุ่มได้ไหล
มิติวัฒนธรรม
เครื่องมือเกือบทั้งหมดในคลังนี้เกิดในบริบทตะวันตกที่เป็นปัจเจกนิยม การ sense ในวงคนไทยที่มีความเกรงใจ มีลำดับอาวุโส และสื่อสารทางอ้อม เป็นคนละเรื่องโดยสิ้นเชิง สิ่งที่ดูเหมือนการเห็นพ้อง อาจเป็นแค่การไม่อยากขัดผู้ใหญ่ กระบวนกรในบริบทไทยจึงต้องsense สิ่งที่ไม่ถูกพูด มากกว่าสิ่งที่ถูกพูด และปรับเครื่องมือให้เข้ากับธรรมชาติของวง ไม่ใช่ยกมาทั้งดุ้นจากตำราต่างประเทศ

// กลับขึ้นสู่ผิวน้ำ

เราเดินทางลงมาด้วยกัน จากคลังเครื่องมือที่เต็มมือ ลงสู่เป้าหมายและกลุ่ม ลึกลงอีกสู่ sensing และสุดท้ายถึงก้นบึ้งที่สภาวะภายในของตัวกระบวนกรเอง ตอนนี้เราพร้อมจะกลับขึ้นมา และมองเครื่องมือทั้งหมดด้วยสายตาใหม่

เครื่องมือไม่ใช่ศัตรู และก็ไม่ใช่คำตอบ มันเป็นเพียงปลายทาง เป็นสิ่งที่หยิบมาใช้ทีหลัง และจะทรงพลังก็ต่อเมื่อมันงอกออกมาจากการเห็นที่ชัด ไม่ใช่จากการอยากใช้

กระบวนกรที่ทำงานในแนวทางนี้ จึงไม่ได้นำด้วยเครื่องมือ แต่นำด้วย sensing และ presence เห็นก่อน แล้วค่อยเลือก ค่อยหยิบเครื่องมือขึ้นมาใช้ในจังหวะที่ใช่ และทำงานเพื่อให้ทีมยืนได้ด้วยตัวเองในที่สุด ไม่ใช่เพื่อให้ทีมต้องพึ่งเขาตลอดไป

และถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้แล้วรู้สึกว่า สิ่งที่อยากได้จริงๆ ไม่เคยอยู่ในรายการเครื่องมือเลย คุณก็เพิ่งสัมผัสหัวใจของเรื่องนี้ด้วยตัวเองแล้ว เพราะการจัดกระบวนการที่แท้ ไม่ได้เริ่มที่การรู้ว่ามีเครื่องมืออะไรบ้าง แต่เริ่มที่การกลับมาเห็นตัวเอง เห็นกลุ่ม และเห็นว่าตรงหน้านี้ ห้องนี้ ผู้คนเหล่านี้ ต้องการอะไรกันแน่

ที่เหลือ คือแค่การหยิบภาชนะให้ถูกใบ

// เริ่มต้น

ไม่ต้องรู้จักเครื่องมือทั้งหมด
แค่เริ่มกลับมาเห็น

ถ้าสิ่งที่อ่านมา resonate กับคุณ ลองดูว่า keen ช่วยอะไรได้บ้าง