การตระหนักรู้ภายในของกระบวนกร: มิติที่มองไม่เห็นแต่เปลี่ยนทุกอย่าง

ทำไมเทคนิคที่ดีที่สุดก็ยังไม่พอ


สองกระบวนกร หนึ่งเทคนิค ผลลัพธ์ที่ต่างกันสิ้นเชิง

ลองนึกภาพตามนี้

กระบวนกรคนแรกเปิด Retrospective ด้วยเทคนิค "Start, Stop, Continue" — เทคนิคมาตรฐานที่ใช้กันทั่วไป ทุกคนเขียน sticky note แปะบนกระดาน มีการจัดกลุ่ม มีการโหวต มีการสรุป action items ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน

แต่พอจบประชุม ทุกคนรู้สึกเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยน

กระบวนกรคนที่สองใช้เทคนิคเดียวกันเป๊ะ แต่ระหว่างทาง เขาสังเกตเห็นว่ามีคนหนึ่งเขียน note แล้วลบ แล้วเขียนใหม่ แล้วลบอีก เขาเห็นว่าตอนที่หัวหน้าพูด ทุกคนพยักหน้า แต่ไม่มีใครต่อยอด เขารู้สึกถึงความเงียบที่หนักอึ้งในห้อง

เขาหยุด วางเทคนิคลง แล้วถามเบาๆ ว่า "ผมสังเกตว่าห้องเราเงียบลงตอนที่คุยเรื่องนี้ มีอะไรที่เราอยากพูดแต่ยังไม่ได้พูดไหม?"

ความเงียบนิดหนึ่ง แล้วมีคนพูดขึ้นมาว่า "จริงๆ ผมรู้สึกว่าเราคุยเรื่องเดิมทุกสองสัปดาห์ แต่ไม่เคยมีอะไรเปลี่ยน"

นั่นคือจุดเริ่มต้นของบทสนทนาที่แท้จริง


ความแตกต่างอยู่ที่ไหน?

ทั้งสองคนใช้เทคนิคเดียวกัน ผ่านการอบรมมาเหมือนกัน อ่านหนังสือเล่มเดียวกัน

ความแตกต่างไม่ได้อยู่ที่ สิ่งที่ทำ แต่อยู่ที่ คุณภาพของการรับรู้ ขณะที่ทำ

กระบวนกรคนแรกอยู่กับ "ขั้นตอน" — ทำตาม checklist จนครบ กระบวนกรคนที่สองอยู่กับ "ห้อง" — รับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบันขณะ

เขาเห็นสีหน้า ท่าทาง พลังงาน ความเงียบ สิ่งที่พูด และสิ่งที่ไม่ได้พูด

และที่สำคัญกว่านั้น — เขารู้ตัวว่าตัวเองกำลังรู้สึกอะไร


เสียงรบกวนภายในของกระบวนกร

นี่คือความจริงที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง: กระบวนกรก็มี bias เหมือนกัน

ขณะที่ facilitate เรามีเสียงในหัวมากมาย:

"ต้องทำให้เสร็จตามเวลา" "คนนี้พูดเยอะจัง น่ารำคาญ" "หัวหน้าเขาดูไม่ค่อยพอใจ" "เราทำได้ดีหรือเปล่า?" "ต้องดูเป็นมืออาชีพ"

เสียงเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าเราเป็นกระบวนกรที่ไม่ดี มันเป็นธรรมชาติของจิตมนุษย์

แต่ถ้าเราไม่รู้ตัวว่ามีเสียงเหล่านี้อยู่ มันจะบดบังการรับรู้ของเรา

เมื่อเรากังวลเรื่องเวลา เราอาจรีบตัดบทสนทนาที่กำลังจะไปถึงประเด็นสำคัญ

เมื่อเรารู้สึกรำคาญคนที่พูดเยอะ เราอาจไม่ได้ยินสิ่งที่เขาพยายามจะสื่อจริงๆ

เมื่อเราอยากให้หัวหน้าพอใจ เราอาจไม่กล้าถามคำถามที่ท้าทาย

การตระหนักรู้ภายในของกระบวนกร จึงไม่ใช่เรื่องของการ "กำจัด" เสียงเหล่านี้ แต่คือการ "เห็น" ว่ามันมีอยู่ — แล้วเลือกได้ว่าจะให้มันนำทางหรือไม่


ตัวอย่าง: สองวิธีรับมือกับความเงียบ

สมมติว่าคุณถามคำถามสำคัญในการประชุม แล้วห้องเงียบ

กระบวนกรที่ไม่รู้ตัว อาจรู้สึกอึดอัดกับความเงียบ (โดยไม่รู้ตัวว่ารู้สึก) แล้วรีบพูดต่อ หรือตอบคำถามตัวเอง หรือเปลี่ยนประเด็น

ผลลัพธ์: พลาดโอกาสที่คนจะได้คิด ได้รู้สึก และได้พูด

กระบวนกรที่รู้ตัว สังเกตว่า "อ๋อ ความเงียบนี้ทำให้เราอึดอัด" แล้วเลือกที่จะอยู่กับความเงียบนั้น ให้พื้นที่กับมัน อาจพูดเบาๆ ว่า "ใช้เวลาได้นะครับ ไม่ต้องรีบ"

ผลลัพธ์: เปิดพื้นที่ให้คนที่ต้องการเวลาคิดได้มีโอกาสพูด

ความแตกต่างเล็กๆ นี้ สร้างผลลัพธ์ที่ต่างกันมหาศาล


ตัวอย่าง: เมื่อมีคนโจมตีกระบวนกร

ในการประชุมครั้งหนึ่ง มีคนพูดขึ้นมาว่า "วิธีนี้ไม่เวิร์คหรอก เสียเวลา"

กระบวนกรที่ไม่รู้ตัว อาจรู้สึกถูกโจมตี (โดยไม่รู้ตัว) แล้วตอบโต้ด้วยการปกป้องวิธีการ หรือพยายาม convince ว่าทำไมมันดี หรือเพิกเฉยแล้วเดินหน้าต่อ

ผลลัพธ์: เกิดการต่อต้าน หรือคนนั้นถอยออกไปเงียบๆ

กระบวนกรที่รู้ตัว สังเกตว่า "อืม ประโยคนี้ทำให้เรารู้สึกหดหู่ รู้สึกอยากปกป้องตัวเอง" แล้วเลือกที่จะวางความรู้สึกนั้นลง แล้วถามด้วยความอยากรู้จริงๆ ว่า "ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมครับว่าอะไรที่ทำให้รู้สึกว่าไม่เวิร์ค?"

ผลลัพธ์: ได้ยินความต้องการที่แท้จริง อาจเป็นความหงุดหงิดที่สะสมมานาน หรือประสบการณ์ที่เคยล้มเหลว


การตระหนักรู้ที่ละเอียดขึ้น

การรู้ตัวว่า "เรากำลังรู้สึกอะไร" เป็นขั้นแรก

แต่ยังมีความละเอียดที่ลึกลงไปอีก:

รู้ตัวว่ากำลังคิดอะไร — "อ๋อ เรากำลังตัดสินคนนี้อยู่" "เรากำลังสมมติว่าเขาหมายถึงอะไร"

รู้ตัวว่าร่างกายกำลังเป็นอย่างไร — ไหล่เกร็ง หายใจตื้น ท้องบีบ สิ่งเหล่านี้บอกเราได้มากกว่าที่คิด

รู้ตัวว่ากำลัง "ฟัง" อย่างไร — ฟังเพื่อรอโอกาสพูด? ฟังเพื่อหาจุดโต้แย้ง? ฟังเพื่อยืนยันสิ่งที่คิดอยู่แล้ว? หรือฟังอย่างเปิดรับจริงๆ?

รู้ตัวว่ามี "วาระซ่อนเร้น" อะไรไหม — อยากให้ประชุมจบเร็ว? อยากให้คนประทับใจ? อยากหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง?

ยิ่งรู้ตัวได้ละเอียด ยิ่งมีพื้นที่ในการเลือกมากขึ้น


มิติของการภาวนา

ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วรู้สึกว่า "ฟังดูดี แต่ทำยังไง?" — คำตอบหนึ่งที่ตรงไปตรงมาคือ การฝึกฝน

และการฝึกที่ตรงที่สุดคือ การภาวนา หรือ การฝึกสติ

ไม่ใช่เพราะมันเป็นเรื่องลึกลับหรือเป็นศาสนา แต่เพราะมันคือการฝึก "กล้ามเนื้อ" ของการรู้ตัว

เมื่อนั่งเงียบๆ สังเกตลมหายใจ สังเกตความคิดที่ผ่านมาผ่านไป สังเกตความรู้สึกที่เกิดขึ้น — เรากำลังฝึกสิ่งเดียวกับที่ต้องใช้ตอน facilitate

ฝึกที่จะ "เห็น" โดยไม่ต้อง "ทำ" ทันที ฝึกที่จะ "อยู่กับ" ความไม่สบายใจ โดยไม่ต้องหนี ฝึกที่จะ "รับรู้" โดยไม่ต้องตัดสิน

กระบวนกรหลายคนที่ทำงานระดับลึก — ที่สามารถอยู่กับความขัดแย้งรุนแรง อยู่กับความเจ็บปวดของกลุ่ม อยู่กับความไม่รู้ — มักมีการฝึกภาวนาเป็นฐาน

ไม่ใช่เพราะมันทำให้ "เก่งขึ้น" แต่เพราะมันทำให้ "มีพื้นที่" มากขึ้น


ไม่ใช่เรื่องของความสมบูรณ์แบบ

สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ: เป้าหมายไม่ใช่การเป็นกระบวนกรที่ "ไม่มี bias"

เราทุกคนมี bias ทุกคนมีเสียงในหัว ทุกคนมีปฏิกิริยาอัตโนมัติ

เป้าหมายคือการ รู้ตัวเร็วขึ้น และ มีทางเลือกมากขึ้น

รู้ตัวว่ากำลังรำคาญ — แล้วเลือกที่จะอยากรู้แทน รู้ตัวว่ากำลังกลัว — แล้วเลือกที่จะถามคำถามที่ยากอยู่ดี รู้ตัวว่ากำลังอยากให้จบ — แล้วเลือกที่จะให้เวลากับสิ่งที่สำคัญ

และบางครั้ง เราก็จะพลาด ไม่รู้ตัว ตอบโต้ไปตามอัตโนมัติ

นั่นก็ไม่เป็นไร มันเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้


เริ่มต้นได้ที่ไหน

ถ้าสนใจพัฒนาการตระหนักรู้ภายในของตัวเอง นี่คือจุดเริ่มต้นที่เป็นไปได้:

ฝึกสังเกตตัวเองในชีวิตประจำวัน

ไม่ต้องรอถึงตอน facilitate ลองสังเกตตัวเองตอนประชุมธรรมดา ตอนคุยกับคน ตอนอ่าน message ที่ทำให้หงุดหงิด

  • ร่างกายรู้สึกอย่างไร?
  • มีเสียงอะไรในหัว?
  • กำลังอยากทำอะไร?

ลองนั่งเงียบๆ สักวันละ 5-10 นาที

ไม่ต้องทำอะไรพิเศษ แค่นั่ง สังเกตลมหายใจ สังเกตความคิดที่ผ่านมา ไม่ต้องพยายามหยุดคิด แค่ "เห็น" ว่ากำลังคิด

หลังจบการประชุมหรือ session สะท้อนกับตัวเอง

  • ตอนไหนที่เรารู้สึกอึดอัด? ทำไม?
  • มีตอนไหนที่เราพลาดไปเพราะไม่รู้ตัว?
  • มีอะไรที่เราเลี่ยงไม่อยากเผชิญ?

หาคนที่ปลอดภัยคุยด้วย

การมีคนที่เราไว้ใจ ที่สามารถสะท้อนให้เราเห็นสิ่งที่เราไม่เห็นในตัวเอง เป็นของขวัญล้ำค่า อาจเป็นเพื่อนกระบวนกร พี่เลี้ยง หรือ supervisor


การเดินทางที่ไม่มีจุดหมายปลายทาง

การพัฒนาการตระหนักรู้ภายในไม่ใช่สิ่งที่ "เรียนจบ" ได้

มันเป็นการเดินทางที่ไม่มีจุดหมายปลายทาง — มีแต่การลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ

ยิ่งรู้ตัว ยิ่งเห็นว่ามีอีกมากที่ไม่รู้ ยิ่งเห็น ยิ่งมีพื้นที่ให้เลือก ยิ่งมีพื้นที่ ยิ่งสามารถอยู่กับความซับซ้อนของมนุษย์ได้

และนั่นคือสิ่งที่ทีม ที่องค์กร ที่โลกต้องการ — คนที่สามารถอยู่กับความซับซ้อน โดยไม่ต้องรีบหาคำตอบ

คนที่สามารถ "เห็น" ก่อน "แก้"


ถ้าอยากไปต่อ

มีแนวทางและสำนักต่างๆ มากมายที่เน้นการพัฒนาการตระหนักรู้ภายในสำหรับกระบวนกร:

  • Theory U ของ Otto Scharmer ที่พูดถึง "presencing" — การอยู่กับปัจจุบันขณะอย่างลึกซึ้ง
  • Mindfulness-Based approaches ที่นำการฝึกสติมาประยุกต์ใช้
  • Somatic practices ที่เน้นการรับรู้ผ่านร่างกาย
  • Contemplative practices จากประเพณีต่างๆ

และมีชุมชนของกระบวนกรที่ฝึกฝนร่วมกัน สะท้อนร่วมกัน เติบโตร่วมกัน

ไม่ว่าจะเลือกเส้นทางไหน สิ่งสำคัญคือการเริ่มต้น — และการเริ่มต้นที่ง่ายที่สุดคือการถามตัวเองว่า:

"ตอนนี้ เรากำลังรู้สึกอะไร?"